ม.กรุงเทพ-สสว. เปิดเวทีสัมมนา “GEM ประเทศไทย 2026” ถอดบทเรียนกลยุทธ์ผู้ประกอบการไทยฝ่าแข่งขันโลก

4 5 8 9 17

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ สสว. จัดสัมมนาเปิดผลสำรวจ GEM ประเทศไทย 2026 พร้อมนำเสนอกลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการไทยท่ามกลางการแข่งขันจากต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. จัดงานสัมมนา “รายงานพิเศษ GEM ประเทศไทย 2026 กลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการไทยท่ามกลางการแข่งขันจากต่างประเทศ” ภายใต้โครงการสำรวจข้อมูลตามแนวทาง GEM หรือ Global Entrepreneurship Monitor

         ดร.วุฒนิพงษ์ วราไกรสวัสดิ์ คณบดีคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ ม.กรุงเทพ (BUSEM) เปิดเผยถึงที่มาของความร่วมมือครั้งนี้ว่า “จากพันธกิจของ BUSEM ที่มุ่งสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการ จึงนำมาสู่ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยคณะ BUSEM กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ในการดำเนินโครงการ Global Entrepreneurship Monitor หรือ GEM ซึ่งเป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อการศึกษาสถานการณ์และระบบนิเวศความเป็นผู้ประกอบการของประเทศ”

         พร้อมย้อนความเป็นมาของโครงการว่า “มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ดำเนินโครงการ GEM ในช่วงปี พ.ศ. 2557–2561 และเพื่อรักษาความต่อเนื่องของข้อมูลและผลการศึกษาวิจัย คณะ BUSEM และ สสว. จึงได้ร่วมกันดำเนินการสำรวจข้อมูลตามแนวทาง GEM อย่างต่อเนื่องอีกครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 จนถึงปัจจุบัน ความร่วมมือระหว่าง BUSEM และ สสว. มีความหมายมากกว่าการร่วมกันดำเนินโครงการวิจัย เพราะเป็นการนำจุดแข็งของทั้งสองหน่วยงานมาเชื่อมโยงและเสริมซึ่งกันและกันโดยมหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้ทางวิชาการ งานวิจัย และประสบการณ์ด้านการพัฒนาผู้ประกอบการ ขณะที่ สสว. เป็นหน่วยงานสำคัญของประเทศที่มีบทบาทโดยตรงในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดย่อย หรือ MSMEs”

         ดร.วุฒนิพงษ์ ขยายความถึงคุณค่าของความร่วมมือเพิ่มเติมว่า “ความร่วมมือนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้และงานวิจัยเข้ากับสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการไทย ทำให้ข้อมูลที่ได้จากโครงการ GEM ไม่ได้มีคุณค่าเพียงในเชิงวิชาการ แต่ยังสามารถนำไปใช้ทำความเข้าใจสถานการณ์ ปัญหา โอกาส และปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเริ่มต้นและการเติบโตของผู้ประกอบการได้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค สภาพเศรษฐกิจ รูปแบบการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการแข่งขันจากต่างประเทศ”

         และกล่าวทิ้งท้ายด้วยความเชื่อมั่นในทิศทางความร่วมมือว่า “ข้อมูลจากโครงการ GEM จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เราเห็นสถานภาพและศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ตลอดจนสามารถนำผลการศึกษาไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวทางในการส่งเสริม MSMEs ให้สามารถปรับตัว เติบโต และแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ความร่วมมือระหว่าง สสว. และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยคณะ BUSEM จะเป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยง องค์ความรู้และงานวิจัย เข้ากับการนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาผู้ประกอบการในโลกแห่งความเป็นจริงและเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยร่วมกันขับเคลื่อนสังคมผู้ประกอบการ หรือ Entrepreneurial Society ของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น”

         ด้าน คุณวชิระ แก้วกอ รองผู้อำนวยการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวถึงความสำคัญของโครงการในมุมมองของหน่วยงานภาครัฐว่า “อย่างที่ทราบกันดีว่า สังคมผู้ประกอบการ (Entrepreneurship Society) ที่แข็งแกร่งและมีพลวัต คือแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและเป็นแรงกระตุ้นสำคัญในการสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงทั้งในและต่างประเทศ โลกธุรกิจที่เปิดกว้างและการเชื่อมโยงของตลาดใหม่ๆ กดดันให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว ปรับทิศทาง และปรับกลยุทธ์ เพื่อให้คงความสามารถในการแข่งขันได้ ดังนั้น การพัฒนาและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลพื้นฐานที่ถูกต้อง แม่นยำ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการ

         พร้อมอธิบายเป้าหมายของโครงการวิจัยอย่างละเอียดว่า “การดำเนินโครงการวิจัยการสำรวจข้อมูลตามแนวทาง GEM (Global Entrepreneurship Monitor) ร่วมกันระหว่างสสว.และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ จึงถือเป็นสะพานเชื่อมสำคัญระหว่างเครือข่ายองค์กรภาครัฐกับสถาบันการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในการที่จะช่วยกันพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ ผลักดันให้มีการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันต่อไปในอนาคต โครงการวิจัย GEM จึงถือเป็นงานศึกษาวิจัยที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่สสว.ได้ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานภาพและประเมินระดับความเป็นสังคมผู้ประกอบการของประเทศไทยตามปัจจัยและหลักเกณฑ์ที่ประเทศต่างๆ ใช้ร่วมกันในกลุ่มสมาชิก Global Entrepreneurship Monitor (GEM) กว่า 50 ประเทศทั่วโลก เพื่อให้สามารถใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อการพัฒนา (Benchmark) ได้และเพื่อศึกษาทัศนคติ ความตื่นตัว และการมีส่วนร่วมของประชากรในกิจกรรมด้านการเป็นผู้ประกอบการ จำแนกตามลักษณะประชากร กลุ่มประเทศและภูมิภาค และเพื่อศึกษาปัจจัยแวดล้อมเกื้อหนุนต่อการเติบโตของผู้ประกอบการ แนวทางการกำหนดนโยบายและมาตรการในการสนับสนุนการพัฒนาสังคมผู้ประกอบการ และการเสริมสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ”

         จากนั้นได้เปิดเผยผลการศึกษาล่าสุดว่า “จากผลการศึกษา GEM 2026 หรือ GEM ปี 2569 พบว่า ประเทศไทยมีระดับกิจกรรมความเป็นผู้ประกอบการในระดับที่สูง คือ อยู่ที่ระดับ 34.1% โดยมีอัตรากิจกรรมความเป็นผู้ประกอบการในระยะเบื้องต้นโดยรวม (TEA) หรือระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนไทยในการก่อตั้งธุรกิจใหม่ถึง 16.9% ซึ่งอาจเป็นผลมาจากทัศนคติของประชากรต่อความเป็นผู้ประกอบการ และการมีส่วนร่วมของคนไทยในกระบวนการก่อตั้งธุรกิจใหม่ยังคงเป็นเชิงบวก และมองเห็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งยังมีปัจจัยพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรม และมาตรการสนับสนุนของภาครัฐเป็นปัจจัยสนับสนุน”

         สำหรับเนื้อหาที่จะนำเสนอในงานสัมมนาครั้งนี้ คุณวชิระ ระบุว่า “สำหรับข้อค้นพบสำคัญที่จะนำเสนอในวันนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือผลการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ ในมิติสำคัญ ทั้งการเงิน นโยบายภาครัฐ โครงการพัฒนาธุรกิจ และการตลาด โดยนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับผลการศึกษาในปีก่อนหน้า และประเทศสมาชิกอื่นๆ ผลการสำรวจเชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 ราย ซึ่งสะท้อนมิติต่างๆ เช่น พฤติกรรมการเป็นผู้ประกอบการจำแนกตามเพศ อัตราการอยู่รอดของธุรกิจ (เกิน 3–5 ปี) แรงจูงใจในการดำเนินธุรกิจ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ ตลอดจนพฤติกรรมการส่งออก ซึ่งคณะผู้วิจัยจะนำเสนอรายละเอียดในลำดับต่อไป”

         และกล่าวปิดท้ายโดยเปิดรับข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมงานว่า “การสร้างสังคมผู้ประกอบการที่เข้มแข็งต้องอาศัยการเข้าถึงสภาพแวดล้อม ทั้งในระดับมหภาคและระดับปัจเจกชน สสว.และคณะผู้วิจัยจึงพร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกท่านในวันนี้ เพื่อนำไปพัฒนาการศึกษาและการส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น”