มหาวิทยาลัยคือชุมชนของผู้เชี่ยวชาญ ม.กรุงเทพ ผนึกกำลังหลากหลายศาสตร์ด้วย Creativity สร้างความรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนของชุมชน
สู่การค้นหา ตีความ และต่อยอดทุนท้องถิ่นให้เกิดคุณค่าใหม่ ทั้งในมิติของชุมชน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
เมื่อชุมชนมีทั้งภูมิปัญญา เรื่องเล่า อาหาร งานฝีมือ สถาปัตยกรรม และผู้คนที่มีความรู้ คำถามสำคัญคือ เราจะรักษา ต่อยอด และส่งต่อคุณค่าเหล่านี้ให้คนรุ่นต่อไปได้อย่างไร มหาวิทยาลัยกรุงเทพร่วมเปิดวงเสวนา Creative Sustainability in Action: Turning Local Wisdom into Meaningful and Sustainable Futures ภายในงาน GCNT Expo 2026: From Shock to Shift จากวิกฤตโลกสู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน


ชวนผู้บริหารและคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จากหลากหลายศาสตร์มาถอดบทเรียนการทำงานกับชุมชนจริง พร้อมใช้ ปทุมธานีเป็นห้องปฏิบัติการชีวิต (Living Lab) สำรวจวิธีนำภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) มาสร้างคุณค่าและส่งต่อในระยะยาว โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.พีรชัย เกิดสินธุ์ ผู้ช่วยอธิการบดีสายวิชาการและรักษาการคณบดีคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์, อ.สุขสันติ์ ชื่นอารมย์ ศูนย์วิจัยนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง, อ.สุดตาภา ใจแสน อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์, ผศ.ดร.กาญจนา ส่งวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และการลงทุน, รศ.สุกฤตา หิรัณยชวลิต หัวหน้าภาควิชาการผลิตเนื้อหาสร้างสรรค์และประสบการณ์ดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ และ อ.สุถี เสริฐศรี อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว และผู้ดำเนินการเสวนา โดย ผศ.อาชวิชญ์ กฤษณสุวรรณ รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ และ ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง

ดร.พีรชัย เกิดสินธุ์ ผู้ช่วยอธิการบดีสายวิชาการ และรักษาการคณบดีคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มองว่า “มหาวิทยาลัยคือชุมชนของผู้เชี่ยวชาญ” ที่รวมองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ไว้ด้วยกัน สิ่งสำคัญคือการรู้ว่า Pain Point ของพื้นที่อยู่ตรงไหน แล้วเชื่อมความเชี่ยวชาญ (Expertise) ที่เหมาะสมเข้าไปช่วย ทั้งการเติมความรู้ เสริมศักยภาพ เชื่อมคนและทรัพยากร รวมถึงช่วยให้สิ่งที่ชุมชนมีอยู่สามารถเดินหน้าต่อได้ สำหรับ ดร.พีรชัย ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) คือความสามารถในการแก้ปัญหาและปรับตัว เป็นพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์อยู่รอดผ่านความเปลี่ยนแปลงมาได้ ความคิดสร้างสรรค์จึงอยู่ที่ว่า เมื่อเจอโจทย์ตรงหน้า เราจะปรับตัว (Adapt) และหาวิธีตอบโจทย์นั้นอย่างไร หากวิธีเดิมใช้ไม่ได้ ถ้าเกิด Disruption ก็ต้องมองหาวิธีใหม่ ช่องทางใหม่ หรือความร่วมมือรูปแบบใหม่ Creativity จึงเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้คน ชุมชน และพื้นที่เดินหน้าต่อได้

จากภาพใหญ่ของบทบาทมหาวิทยาลัย วงสนทนาพาผู้เข้าร่วมไปสำรวจสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้ว อ.สุดตาภา ใจแสน ภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ชวนมองทั้งสินทรัพย์ที่มองเห็นได้ (Visible Asset) อย่างบ้าน วัด อาคาร และภูมิทัศน์ กับสินทรัพย์ที่มองไม่เห็น (Invisible Asset) อย่างความทรงจำ เรื่องเล่า ความเชื่อ และความสัมพันธ์ของผู้คน พร้อมสรุปว่า “Visible Asset ทำให้เราเห็น ส่วน Invisible Asset ทำให้เราเข้าใจความหมายของสถานที่” และนำคุณค่าเหล่านี้ไปต่อยอดเป็น Regenerative Tourism and Experience ประสบการณ์การเรียนรู้จากพื้นที่จริง


ด้านอาหาร อ.สุถี เสริฐศรี อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว ชวนกลับไปดูรากและอัตลักษณ์ก่อนออกแบบสิ่งใหม่ เพราะอาหารหนึ่งสำรับสามารถเก็บทั้งวัตถุดิบ วิธีปรุง ฤดูกาล ความทรงจำ และวิถีชีวิตไว้ด้วยกัน การนำ Food Design หรือ Food Styling เข้าไปเสริมจึงควรเริ่มจากสิ่งที่ชุมชนมีและให้เจ้าของพื้นที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

รศ.สุกฤตา หิรัณยชวลิต หัวหน้าภาควิชาการผลิตเนื้อหาสร้างสรรค์และประสบการณ์ดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ ให้ความสำคัญกับการฟังว่าเจ้าของเรื่องอยากบอกอะไร จากนั้นก็เลือก Media หรือ Technology ที่เหมาะสม มหาวิทยาลัยจึงเข้าไปในฐานะ Co-Creator และ Support ตั้งแต่ Storytelling ไปจนถึง Immersive Experience ที่ใช้ภาพ เสียง กลิ่น และรสชาติพาคนรุ่นใหม่เข้าไปสัมผัสเรื่องราวของชุมชน

ในมิติเศรษฐกิจ ผศ.ดร.กาญจนา ส่งวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และการลงทุน ชวนวิเคราะห์ให้ลึกกว่ายอดขาย โดยดูว่าประโยชน์ที่ได้หมุนกลับไปถึงคนในพื้นที่อย่างไร เกิดการจ้างงานหรือไม่ คนรุ่นใหม่มีโอกาสอยู่กับชุมชนได้หรือเปล่า และคนที่ไม่ได้มีร้านค้าหรือธุรกิจได้รับประโยชน์ด้วยหรือไม่ การทำงานข้ามศาสตร์จึงควรเริ่มจากการกำหนดเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ร่วมกัน (Shared Purpose and Objectives) แล้วค่อยดึง Expertise ที่จำเป็นเข้ามาตอบโจทย์จริงของพื้นที่

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของเมือง อ.สุขสันติ์ ชื่นอารมย์ ศูนย์วิจัยนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง พูดถึงปทุมธานีในบริบท Urban Transformation เมืองที่มีทั้งชุมชนเดิม พื้นที่เกษตร เขตอุตสาหกรรม ธุรกิจ สถาบันการศึกษา และประชากรกลุ่มใหม่อยู่ร่วมกัน การเติบโตจึงต้องหาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต วัฒนธรรม และความสามารถของคนในพื้นที่ในการปรับตัว พร้อมเสนอให้เมืองทำหน้าที่เป็น Platform ที่ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาร่วมออกแบบอนาคตด้วยกัน

สรุปบทเรียนจากเวทีเป็น Creative Sustainability Playbook: 5Rs ได้แก่ ROOT, READ, REFRAME, REIMAGINE และ REGENERATE โดยเริ่มจากการเข้าใจรากและคุณค่าที่มีอยู่เดิม ทำความเข้าใจผู้คน พื้นที่ และบริบทอย่างลึกซึ้ง ก่อนนำมุมมองใหม่ Creativity, Knowledge และ Technology มาต่อยอดสู่ความเป็นไปได้ใหม่ และส่งต่อคุณค่าที่เกิดขึ้นกลับไปสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน คนรุ่นต่อไป และเศรษฐกิจท้องถิ่น หัวใจสำคัญของความยั่งยืน คือ การส่งต่อคุณค่าเดิมให้คนรุ่นต่อไปยังเห็นความหมายและภาคภูมิใจที่จะร่วมพัฒนาต่อยอด สร้างคุณค่าใหม่ที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็งและเศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

การเสวนาครั้งนี้ยังมี ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง และ ผศ.อาชวิชญ์ กฤษณสุวรรณ รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ทำหน้าที่ผู้ดำเนินการเสวนา เชื่อมคำถามและประสบการณ์จากแต่ละศาสตร์เข้าหากันตลอดทั้งวง จาก Local Wisdom ต่อยอดสู่ Creative Sustainability บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงอยู่ที่การเชื่อม People, Place, Knowledge, Creativity, Technology และ Value ให้ทำงานร่วมกัน เริ่มจากการฟัง เข้าใจ Pain Point ของพื้นที่ และสร้างกระบวนการที่ทำให้คุณค่ายังคงอยู่ในมือของเจ้าของชุมชน พร้อมเติบโตต่อไปกับคนรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน